กลับไปด้านบน

ข้อควรพิจารณากรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus / COVID-19) สำหรับ: พนักงาน/ลูกจ้าง

ปรับปรุงล่าสุด
ปรับปรุงล่าสุด 16 กรกฎาคม 2020
ปรับปรุงล่าสุด
หมวดหมู่ : งาน

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคดังกล่าวเป็นโรค "โรคติดต่ออันตราย" เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 และเนื่องจากได้มีการแพร่ระบาดที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและกว้างขวางภายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรการและแนวทางการดำเนินการเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 โดยคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ รวมไปถึงการประกาศข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการประกอบธุรกิจทุกขนาด ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึง แรงงาน เช่น พนักงานหรือลูกจ้างที่ทำงานอยู่ภายในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้นด้วย

  • การจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ เช่น การกำหนดเงื่อนไขการเดินทางเข้าประเทศ
  • การสั่งให้ปิดสถานที่หรือสถานประกอบการที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าวชั่วคราว เช่น สนามม้า สนามมวย สถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ หรือร้านอาหาร (เฉพาะส่วนนั่งรับประทาน)
  • การงดการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือสถาบันกวดวิชา
  • การงดกิจกรรมที่เป็นการชุมชมของผู้คน เช่น คอนเสิร์ต งานแสดงสินค้า การจัดประชุมผู้ถือหุ้น กิจกรรมทางศาสนา
  • การรณรงค์ให้ประชาชนอยู่บ้าน (Social Distancing) และการรณรงค์ให้เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (Physical Distancing)
  • การห้ามออกจากเคหะสถานภายในเวลาที่กำหนด (Curfew)

มาตรการและแนวทางเหล่านี้แม้จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าวได้เป็นอย่างดี แต่ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การเดินทางท่องเที่ยว การใช้จ่ายทั่วไป การใช้บริการทั่วไป ทำให้มี พนักงาน ลูกจ้างแรงงานได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น ขาดรายได้ หรือมีรายได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดเช่นนี้ พนักงาน/ลูกจ้างอาจมีข้อพิจารณาต่างๆ ดังต่อไปนี้

(1) พนักงาน/ลูกจ้างที่นายจ้างปิดกิจการชั่วคราวเนื่องจากคำสั่งของรัฐบาล

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของรัฐบาล กล่าวคือ พนักงาน/ลูกจ้างทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่ถูกสั่งให้ปิดชั่วคราวตามมาตรการปิดร้านค้าหรือธุรกิจบางประเภท ทำให้สถานประกอบการที่อยู่ในเกณฑ์คำสั่งปิดกิจการชั่วคราวนั้น ไม่สามารถดำเนินการและ/หรือประกอบกิจการได้ตามปกติ เช่น

  • ห้างสรรพสินค้า
  • โรงภาพยนตร์
  • สถานบันเทิง
  • สนามม้า
  • สนามมวย
  • ร้านอาหาร (เฉพาะส่วนนั่งรับประทาน)
  • สถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือสถาบันกวดวิชา หรือ
  • ธุรกิจจัดงานคอนเสิร์ต งานแสดงสินค้า

โดยที่ ประเภทกิจการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ตามคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด

ในกรณีเช่นนี้ หากสถานประกอบการไม่มีงานอื่นให้พนักงาน/ลูกจ้างทำ ผู้ประกอบการซึ่งเป็นนายจ้างอาจประกาศหยุดกิจการชั่วคราวโดยเหตุสุดวิสัยได้ ซึ่งจะทำให้พนักงาน/ลูกจ้างต้องหยุดงานและขาดรายได้โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี พนักงาน/ลูกจ้างมีสิทธิได้รับมาตรการเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาล ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนด

พนักงาน/ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดกิจการชั่วคราวโดยเหตุสุดวิสัยของนายจ้าง อาจศึกษามาตรการเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาลได้ที่ เว็บไซต์ของรัฐบาลไทย: มาตรการเยียวยาสำหรับกลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมหรือผู้มีรายได้ประจำ

(2) พนักงาน/ลูกจ้างที่นายจ้างปิดกิจการชั่วคราวเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม กล่าวคือ ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งปิดกิจการชั่วคราวของรัฐบาล แต่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประกอบการซึ่งเป็นนายจ้างอาจประกาศหยุดกิจการชั่วคราวด้วยความจำเป็นทางธุรกิจตามกฎหมายแรงงานได้ ซึ่งจะทำให้พนักงาน/ลูกจ้างต้องหยุดงาน อย่างไรก็ดี ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายแรงงานกำหนดให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างยังคงต้องจ่ายเงินให้แก่พนักงาน/ลูกจ้างที่ต้องหยุดงานไม่น้อยว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างต่อวันตลอดระยะเวลาที่หยุดกิจการนั้น กล่าวคือ พนักงาน/ลูกจ้างที่ต้องหยุดงานเนื่องจากนายจ้างประกาศหยุดกิจการในกรณีนี้ พนักงาน/ลูกจ้างมีสิทธิจะได้รับเงินจากนายจ้างตามอัตราที่นายจ้างกำหนด ทั้งนี้ ไม่น้อยว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างต่อวันตลอดระยะเวลาที่พนักงาน/ลูกจ้างนั้นต้องหยุดงาน

พนักงาน/ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดกิจการชั่วคราวด้วยความจำเป็นทางธุรกิจ อาจศึกษามาตรการเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาลได้ที่ เว็บไซต์ของรัฐบาลไทย: มาตรการเยียวยาสำหรับกลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมหรือผู้มีรายได้ประจำ

(3) นโยบายของนายจ้างเกี่ยวกับการลางานโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without Pay)

ในกรณีที่นายจ้างได้ใช้มาตรการในการแก้ไขปัญหาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus2019: COVID-19) ของสถานประกอบการด้วยนโยบายการให้พนักงาน/ลูกจ้างลางานโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without Pay) กับพนักงาน/ลูกจ้าง เพื่อให้พนักงาน/ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่รับค่าจ้างนั้น พนักงาน/ลูกจ้างอาจมีข้อพิจารณาสำคัญ ดังต่อไปนี้

(ก) การลางานโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without Pay) นายจ้างไม่สามารถบังคับให้พนักงาน/ลูกจ้างลางานโดยไม่รับค่าจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ยินยอมได้ กล่าวคือ การลางานโดยไม่รับค่าจ้างจะต้องเป็นความตกลงร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้างและลูกจ้าง ดังนั้น หากพนักงาน/ลูกจ้างมีความประสงค์จะร่วมโครงการลางานโดยไม่รับค่าจ้าง พนักงาน/ลูกจ้างอาจทำความตกลงหรือความยินยอมอย่างชัดเจนเป็นลักษณ์อักษรกับนายจ้างได้

(ข) ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างตกลงหรือยินยอมเข้าร่วมโครงการลางานโดยไม่รับค่าจ้างกับนายจ้างนั้น แม้จะมีการตกลงไม่รับค่าจ้างในวันทำงาน แต่ตามกฎหมายแล้วในกรณีเช่นนี้ ยังถือว่าการจ้างงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้างยังคงมีอยู่และยังไม่สิ้นสุดตลอดระยะเวลาการลาดังกล่าวนั้น ดังนั้น พนักงาน/ลูกจ้างยังคงมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดในอัตราเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน เช่น

    • ค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ ยกเว้น กรณีลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามหน่วยผลงาน และ
    • ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีที่นายจ้างกำหนด

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างมีความประสงค์จะขอลางานโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without Pay) พนักงาน/ลูกจ้างอาจจัดทำ หนังสือคำขอลางานโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without Pay) กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อแสดงความประสงค์ขอลางานโดยไม่รับค่าจ้าง ทั้งนี้ นายจ้างอาจมีรูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขการขอลางานโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without Pay) ที่แตกต่างกันไป

(4) การขอนายจ้างทำงานจากบ้าน (Work from Home)

ในกรณีที่สถานประกอบการของพนักงาน/ลูกจ้าง ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของรัฐบาล แต่เนื่องด้วย พนักงาน/ลูกจ้างมีความจำเป็นต้องเดินทางมาทำงานยังสถานประกอบการซึ่งมีความเสี่ยงที่จะต้องสัมผัสและมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อดังกล่าวในระหว่างการเดินทางด้วยการโดยสารสาธารณะและภายในสถานที่ทำงาน หากสภาพการทำงานของพนักงาน/ลูกจ้างนั้นสามารถทำงานจากที่อื่นได้นอกจากสำนักงานหรือสถานประกอบการของนายจ้าง พนักงาน/ลูกจ้างอาจขอทำงานจากบ้าน (Work from Home) หรือขอทำงานจากสถานที่อื่น (เช่น สาขาอื่นของนายจ้างที่พนักงาน/ลูกจ้างเดินทางสะดวก)

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายจ้างแต่ละราย โดยในกรณีเช่นนี้นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างลูกจ้างเสมือนหนึ่งว่าลูกจ้างมาทำงาน โดยไม่มีการหักวันลาหรือวันหยุดใดๆ

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างมีความประสงค์จะขอทำงานจากบ้าน (Work from Home) หรือขอทำงานจากสถานที่อื่น พนักงาน/ลูกจ้างอาจจัดทำ หนังสือคำขอทำงานจากบ้าน (Work from Home) หรือขอทำงานจากสถานที่อื่น กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อแสดงความประสงค์ต่อนายจ้าง ทั้งนี้ นายจ้างอาจมีรูปแบบ วิธีการ เงื่อนไข และดุลยพินิจในการอนุญาตที่แตกต่างกันไป

(5) การขอนายจ้างลด/เหลื่อมเวลาการทำงาน

ในกรณีที่สถานประกอบการของพนักงาน/ลูกจ้าง ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของรัฐบาล แต่เนื่องด้วย พนักงาน/ลูกจ้างมีความจำเป็นต้องเดินทางมาทำงานยังสถานประกอบการซึ่งมีความเสี่ยงที่จะต้องสัมผัสและมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อดังกล่าวในระหว่างการเดินทางด้วยการโดยสารสาธารณะและภายในสถานที่ทำงาน ประกอบกับสภาพการทำงานของพนักงาน/ลูกจ้างนั้นไม่สามารถทำงานจากที่อื่นได้นอกจากสำนักงานหรือสถานประกอบการของนายจ้าง พนักงาน/ลูกจ้างอาจขอ

  • ลดเวลาทำงาน เช่น ขอเข้างานสายหรือเลิกงานไวขึ้น
  • เหลื่อมเวลาทำงาน เช่น เปลี่ยนแปลงเวลาเข้า/ออกงานจากเวลาปกติ โดยที่เวลาทำงานรวมยังคงเท่าเดิม

เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเดินทางมาทำงานในชั่วโมงเร่งด่วนและลดความแออัดภายในสถานที่ทำงาน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายจ้างแต่ละรายในการอนุญาต

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างมีความประสงค์จะขอลด/เหลื่อมเวลาทำงาน พนักงาน/ลูกจ้างอาจจัดทำ หนังสือคำขอลด/เหลื่อมเวลาทำงาน กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อแสดงความประสงค์ต่อนายจ้าง ทั้งนี้ นายจ้างอาจมีรูปแบบ วิธีการ เงื่อนไข และดุลยพินิจในการอนุญาตที่แตกต่างกันไป

(6) สิทธิการลาป่วยและลาเพื่อกักกันโรค

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างมีอาการป่วยและได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พนักงาน/ลูกจ้างย่อมมีสิทธิลาป่วยตามตลอดระยะเวลาที่ป่วยจนกว่าจะรักษาหายหรือจนกว่าจะกักตัวจนพ้นกำหนดระยะเวลาเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ แล้วแต่กรณี

อย่างไรก็ดี พนักงาน/ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างการลาป่วยได้ตามจำนวนวันที่นายจ้างกำหนด ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่าปีละ 30 วัน

นอกจากนี้ พนักงาน/ลูกจ้างดังกล่าวยังมีสิทธิได้รับมาตรการเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาล ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนด โดยพนักงาน/ลูกจ้างอาจศึกษามาตรการเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาลได้ที่ เว็บไซต์ของรัฐบาลไทย: มาตรการเยียวยาสำหรับกลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมหรือผู้มีรายได้ประจำ

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างมีอาการป่วยและได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พนักงาน/ลูกจ้างอาจจัดทำ หนังสือลางานเพื่อกักกันโรค กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อขอลาป่วยกับนายจ้าง

(7) มาตรการเยียวยาช่วยเหลือจากภาครัฐ

ในกรณีที่พนักงาน/ลูกจ้างได้รับผลกระทบจากสถานการ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พนักงาน/ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากมาตรการของรัฐบาลต่างๆ โดยอาจแบ่งพิจารณาได้ ดังต่อไปนี้

(ก) กรณีพนักงาน/ลูกจ้างในระบบประกันสังคม

พนักงาน/ลูกจ้างในระบบประกันสังคม ได้แก่ พนักงาน/ลูกจ้างที่ขึ้นทะเบียนประกันตนและส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม เช่น

    • พนักงานประจำ
    • พนักงานบริษัท
    • พนักงานสถานศึกษา หรือ
    • พนักงานประจำของสถานประกอบการอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของรัฐบาล

ในกรณีเช่นนี้ พนักงาน/ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากมาตรการของรัฐบาลในด้านต่างๆ เช่น

    • มาตรการการชดเชยรายได้ เช่น เงินชดเชยกรณีว่างงาน ร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย ไม่เกินเดือนละ 7,500 บาทจากสำนักงานประกันสังคม
    • มาตรการลดภาระหนี้สิน เช่น การพักการชำระเงินต้น การลดอัตราดอกเบี้ย และการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สินเชื่อเงินกู้กับสถาบันการเงิน เช่น หนี้เงินกู้สินเชื่อเพื่อธุรกิจกับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเฉพาะกิจต่างๆ (เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์) และโรงจำนำ
    • มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง เช่น สินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทั้งมีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน

อนึ่ง พนักงาน/ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบอาจศึกษามาตรการเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของรัฐบาลไทย: มาตรการเยียวยาสำหรับกลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมหรือผู้มีรายได้ประจำ

(ข) กรณีพนักงาน/ลูกจ้างนอกระบบประกันสังคม

พนักงาน/ลูกจ้างนอกระบบประกันสังคม ได้แก่ พนักงาน/ลูกจ้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันตนและส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม เช่น

    • ลูกจ้างรายวัน
    • ลูกจ้างอิสระ
    • ลูกจ้างไม่ประจำ

ในกรณีเช่นนี้ พนักงาน/ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากมาตรการของรัฐบาลในด้านต่างๆ เช่น

    • มาตรการเงินสนับสนุน เช่น เงินสนับสนุนเดือนละ 5,000 บาทต่อราย เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่ เว็บไซต์: เราไม่ทิ้งกัน
    • มาตรการลดภาระหนี้สิน เช่น การพักการชำระเงินต้น การลดอัตราดอกเบี้ย และการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สินเชื่อเงินกู้กับสถาบันการเงิน เช่น หนี้เงินกู้สินเชื่อเพื่อธุรกิจกับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเฉพาะกิจต่างๆ (เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์) และโรงจำนำ
    • มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง เช่น สินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทั้งมีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน

อนึ่ง พนักงาน/ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบอาจศึกษามาตรการเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของรัฐบาลไทย: มาตรการเยียวยาสำหรับกลุ่มลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดกิจการ หรือผู้ได้รับผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม

พนักงาน/ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ อาจจัดทำ หนังสือขอความอนุเคราะห์ผ่อนผันการชำระหนี้ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งให้แก่สถาบันการเงินต่างๆ เพื่อขอพักชำระเงินต้น ขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ขอลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี สถานบันการเงินแต่ละแห่งอาจมีนโยบายและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการที่แตกต่างกันตามที่สถาบันการเงินกำหนด

แบบฟอร์มและตัวอย่างต่าง ๆ ที่สามารถดาวน์โหลดได้ในรูปแบบ Word และ PDF

ให้คะแนนคู่มือฉบับนี้