กลับไปด้านบน
สัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย กรอกแบบฟอร์ม

สัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย

ปรับปรุงล่าสุด
ปรับปรุงล่าสุด 26/09/2561
รูปแบบ
รูปแบบ Word และ PDF
ขนาด
ขนาด 16 ถึง 24 หน้า
กรอกแบบฟอร์ม

ข้อมูลเกี่ยวกับแบบฟอร์ม

ปรับปรุงล่าสุด 26/09/2561

ขนาด 16 ถึง 24 หน้า

รูปแบบที่มีให้ Word และ PDF

กรอกแบบฟอร์ม

สัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย

สัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย คือสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ห้องอยู่อาศัย (อะพาร์ตเมนต์ แฟลต หอพัก) ที่มีจุดประสงค์เพื่อนำอสังหาริมทรัพย์ที่เช่านั้นมาใช้เพื่อการอยู่อาศัย กล่าวคือ ใช้เพื่อการดำรงชีวิตของผู้อยู่อาศัย โดยที่ไม่ได้นำมาใช้เพื่อประกอบธุรกิจ หรือนำมาประกอบการค้า (Commercial) หรือนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดที่ไม่ใช่เพื่อการอยู่อาศัย โดยจะมีคู่สัญญาสองฝ่ายคือ ผู้ให้เช่า คือผู้ที่นำสิ่งปลูกสร้างนั้นออกให้เช่า โดยอาจเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างที่ให้เช่านั้นเอง หรืออาจไม่ใช้เจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เป็นผู้ที่มีสิทธิตามสัญญาหรือตามกฎหมายนำสิ่งปลูกสร้างออกให้เช่า เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง และ ผู้เช่า อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิใด้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในการอยู่อาศัยของสิ่งปลูกสร้างที่เช่านั้น ภายในระยะเวลาหนึ่ง โดยผู้เช่าตกลงจะชำระค่าเช่า เพื่อตอบแทนการใช้ประโยชน์นั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น สิ่งปลูกสร้างที่ให้เช่า ตัวผู้เช่า ระยะเวลาการเช่า ค่าเช่า ที่ถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าแล้ว ยังมีรายละเอียดเงื่อนไขอื่นๆ ที่คู่สัญญายังอาจสามารถตกลงและกำหนดเงื่อนไข ภาระหน้าที่ ความสัมพันเกี่ยวกับการเช่ากันให้ชัดเจนไว้ในสัญญาเช่าได้ เช่น คำมั่นจะให้ใช้เช่าต่อเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเช่า หลักประกันการเช่า เงิินกินเปล่า ค่าบริการส่วนกลาง ค่าบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน สิทธิของผู้เช่าในการนำสิ่งปลูกสร้างออกให้เช่าช่วง หน้าที่การทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองในสิ่งปลูกสร้าง หน้าที่การบำรุงรักษาทรัพย์สินที่เช่า เงื่อนไขการแก้ไขดัดแปลงสิ่งปลูกสร้างที่เช่า ภาระภาษีเกี่ยวกับการเช่าสิ่งปลูกสร้างที่เช่า เช่น ภาษีโรงเรือน อากรแสตมป์ หรือ หน้าที่การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบเกี่ยวกับการอยู่อาศัยสิ่งปลูกสร้างที่เช่า เช่น ข้อกำหนดการใช้สาธารณูปโภคส่วนกลาง การใช้สถานที่เช่า การเลี้ยงสัตว์ และ ความรับผิดของผู้เช่า กรณีทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้างที่เช่านั้นสูญหาย หรือเสียหาย เป็นต้น



การนำไปใช้

วัตถุประสงค์แห่งการเช่าสิ่งปลูกสร้าง โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับผู้เช่าว่าต้องการจะนำสิ่งปลูกสร้างที่เช่าไปใช้ประโยชน์เพื่อการใด เช่น ประกอบธุรกิจ ใช้เป็นอาคารสำนักงาน ใช้เป็นคลังสินค้า หรือใช้ เพื่อยู่อาศัย แต่เนื่องจากสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยนี้ ร่างขึ้นบนพื้นฐานของการเช่าที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้สิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ดี ผู้ให้เช่าและผู้เช่า อาจมีการตกลงยินยอมให้ ผู้เช่าสามารถใช้สิ่งปลูกสร้างที่เช่าเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ก็อาจทำได้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงสภาพ ลักษณะ และข้อจำกัดทางกฎหมายของสิ่งปลูกสร้างด้วยว่าสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนั้นได้หรือไม่ เช่น การนำห้องชุดมาใช้เป็นสถานประกอบอุสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเช่นนี้ โดยสภาพของสิ่งปลูกสร้างและข้อจำกัดทางกฎหมาย ย่อมไม่สามารถทำได้

สาระสำคัญของสัญญาเช่า

  • โดยทั่วไป ผู้เช่าและบริวารของผู้เช่า กล่าวคือ ผู้ที่จะมาอาศัยและร่วมอยู่อาศัยในสถานที่เช่านี้ ถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า เนื่องจาก พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น อุปนิสัย ความซื่อสัตย์ ความระมัดระวัง ความรอบคอบ พฤติกรรมการดูแลรักษาทรัพย์ และความมั่นคงทางการเงิน ของผู้เช่าและบริวารแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันไป ผู้เช่าและบริวารที่มีพฤิตกรรมเหล่านี้อยู่ในระดับสูงย่อมเป็นผู้เช่าและบริวารที่พึงประสงค์ของผู้ให้เช่า ในทางกลับกัน หากผู้เช่าและบริวารมีระดับพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ ย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้ให้เช่าเนื่องจาก ในการเช่า ผู้เช่าจะมีสิทธิครอบครองและอาศัยอยู่ในสถานที่เช่า ดังนั้น พฤติกรรมการดำรงชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัยอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เช่าหรือผู้ให้เช่าได้ และก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในภายหลัง เช่น ผู้เช่าเป็นคนประมาท ขี้หลงขี้ลืม อาจลืมเปิดเตาไฟฟ้าทิ้งเอาไว้และทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ แม้ว่าผู้ให้เช่าจะมีสิทธิเรียกร้องความเสียหายกับผู้เช่ารายนี้ได้ก็ตาม หรือผู้ให้เช่าจะมีสิทธิเรียกร้องสินค่าสินไหมจากผู้รับประกันภัยได้ก็ดี (ถ้ามี) ผู้ให้เช่าก็คงไม่ประสงค์ให้เกิดให้เหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นอยู่ดี หรือในกรณีที่ผู้เช่ามีสถาะทางการเงินไม่มั่นคง อาจทำให้ผู้ให้เช่าถูกผู้เช่าผดนัดชำระค่าเช่า และได้รับชำระค่าเช่าล่าช้า หรือ ไม่ได้รับชำระค่าเช่าเลย ทำให้ต้องขับไล่ผู้เช่าและหาผู้เช่าใหม่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ให้เช่าได้ ในกรณีที่ผู้เช่าใช้สิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย และมีบริวารหลายคน ผู้ให้เช่า อาจให้บริวารผู้อยู่อาศัยเหล่านั้น เข้าร่วมเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ที่อาศัยในสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ก็จะมีฐะนะเป็นผู้เช่าร่วม ซึ่งมีหน้าที่ ผูกพันตามสัญญาเช่านี้กับผู้ให้เช่าโดยตรง
  • นอกจากนี้ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างที่เช่านี้ ถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่านี้ ดังนี้ คู่สัญญาจะต้องระบุสิ่งบ่งชื้ให้ชัดเจนว่าสิ่งปลูกสร้างที่เช่ามีขอบเขตเช่นไร รวมสิ่งใดบ้าง และไม่รวมสิ่งใด เช่น บ้านพร้อมที่ดินขนาดเท่าใด อยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่เท่าไหร่ บ้านเลขที่เท่าไหร่ อยู่ห้องลขที่ และชั้นที่เท่าใด ในกรณีที่เช่าห้องชุด หรือห้องอยู่อาศัย รวมส่วนควบต่างๆ ทรัพย์สินที่ติดอยู่ในสิ่งปลูกสร้างด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้เช่าต้องมั่นใจว่าสิ่งปลูกสร้างที่เช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่าเป็นผู้มีสิทธินำออกให่เช่าโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ผู้ให้เช่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในสิ่งปลูกสร้างที่เช่า โดยที่ไม่มีภาระผูกพันอื่นในทรัพย์สินที่เช่า โดยสามารถตรวจได้จากเอกสารแสดงการถือครองกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินออกให้ เช่น โฉนดที่ดิน หรือ เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในห้องชุด หรือในกรณีที่ผู้ให้เช่านำสิ่งปลูกสร้างมาให้เช่าช่วง ผู้เช่าต้องแน่ใจว่าผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะนำสิ่งปลูกสร้างนั้นออกให้เช่าช่วงได้ โดยอาจตรวจสอบได้จากสัญญาที่ผู้ให้เช่าทำกับเจ้าของสิ่งปลูกสร้างนั้น และเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่เจ้าของสิ่งปลูกสร้างนั้น โดยนอกจากผู้เช่าจะขอตรวจสอบเอกสารเหล่านี้จากผู้ให้เช่าก่อนเข้าทำสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างนี้แล้ว ผู้เช่าอาจนำสำเนาเอกสารเหล่านี้มาประกอบเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาได้อีกด้วย ซึ่งในกรณีที่ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำประปา สถานที่จอดรถ หรือบริการต่างๆ ไม่รวมอยู่ในค่าเช่า คู่สัญญาอาจทำสัญญาบริการ เพื่อรองรับค่าบริการและรายละเอียดขอบเขตบริการดังกล่าวแยกเป็นสัญญาอีกฉบับหนึ่งได้
  • เงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระยะเวลาการเช่า ซึ่งคู่สัญญาสามารถตกลงระยะเวลาการเช่าสั้นหรือยาวตามความต้องการของคู่สัญญา อย่างไรก็ดี กฎหมายเกี่ยวกับการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี กล่าวคือ หากมีการตกลงระยะเวลาการเช่ากันเกินกว่า 30 ปี ระยะเวลาการเช่าดังกล่าวจะถูกลดลงมาโดยผลของกฎหมาย ให้เหลือเพียง 30 ปี อนึ่ง การเช่าอสังหาริมทรัพย์มีทะเบียนที่มีระยะเวลาการเช่าเกินว่า 3 ปี กฎหมายดังกล่าวก็ได้กำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือตามแบบ และจดทะเบียนการเช่าต่อกรมที่ดินด้วยหากสิ่งปลูกสร้างที่เช่ากันนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียน เช่น ที่ดิน ห้องชุด เป็นต้น หากมีการตกลงระยะเวลาเช่าเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียน จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ไม่เกินสาม 3 ปี เท่านั้น ซึ่งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์กับกรมที่ดิน จะมีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมราชการซึ่งคู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น หรือร่วมกันชำระตามสัดส่วนก็ได้
  • โดยในสัญญาเช่า คู่สัญญาควรตกลงกันให้ชัดเจนว่าก่อน ตลอด และหลังระยะเวลาการเช่านี้ ผู้เช่ามีหน้าที่จะต้องชำระค่าอะไรบ้าง เช่น ค่าเช่า เงินกินเปล่า เงินประกันการเช่า ค่าส่วนกลาง ค่ารายปี ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค โดยกำหนดวิธีและระยะเวลาการชำระให้ชัดเจน เช่น ชำระเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี เงินส่วนใดมีสิทธิจะได้คืน หรือไม่ได้คืน และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อผู้เช่าจะได้รู้ค่าใช้จ่าย ต้นทุนทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นจากการเช่าสิ่งปลุกสร้างนี้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้ผู้เช่าสามารถวางแผนและบริหารจัดการเงิน และสามารถชำระค่าเช่า หรือค่าอื่นๆ ถ้ามี ได้ตามกำหนดอีกด้วย

ในบางกรณี ผู้ให้เช่าอาจให้คำมั่นแก่ผู้เช่าว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเช่าแล้ว ผู้ให้เช่าตกลงจะให้ผู้เช่าเช่าสิ่งปลูกสร้างต่อไปอีกก็ได้ โดยจะต้องระบุและกำหนดเงื่อนไขต่างเอาไว้ชัดเช่น เช่น ระยะเวลาการเช่า ค่าเช่าสำหรับการเช่าต่อตามคำมั่นนั้น รวมถึงเงื่อนไข และระยะเวลาการตอบรับคำมั่น

ในวันรับมอบ กล่าวคือวันที่ผู้เช่ามีสิทธิครอบครองสิ่งปลูกสร้างที่เช่า และเข้าใช้ประโยชน์สิ่งปลูกสร้างตามการเช่านี้ ผู้เช่าควรทำ บันทกสภาพทรัพย์สินที่เช่า ณ วันรับมอบ โดยการบันทึกนี้ อาจทำรวมอยู่ในสัญญาได้ ในกรณีที่สัญญาเช่าได้มีการจัดทำในวัน หรือภายหลังจากวันรับมอบ โดยจะบันทึกสภาพทรัพย์สินที่เช่าว่า มีสถาพสมบูรณ์ดี หรือไม่ มีส่วนใด ชำรุดพบกพร่องอยู่ก่อนการครอบครองแล้วหรือไม่ พร้อมลงนามคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย โดยบันทึกสภาพทรัพย์สินที่เช่ามีความสำคัญมากในกรณีการเช่าสิ้นสุดลงและ ผู้ให้เช่ามีการเรียกเก็บค่าเสียหาย ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่า

ในการทำสัญญาเช่า ตามที่กล่าวข้างต้นว่าตัวผู้เช่าถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า เนื่องจากมีพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความระมัดระวัง และสถานะทางการเงินแตกต่างกัน ดังนั้น การทำผู้เช่าจะนำสิ่งปลูกสร้างที่เช่ากันนี้ ไปให้เช่าต่อแก่บุุคคลอื่น โดยทั่วไปไม่สามารถทำได้ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่ผู้ให้เช่าจะได้ให้ความยินยอม หรือได้ตกลงยินยอมไว้ล่วงหน้าในสัญญาแล้ว ดังนี้ ในการทำสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้าง คู่สัญญาอาจสามารถตกลงกันได้ว่าผู้เช่ามีสิทธินำสิ่งปลูกสร้างที่เช่าออกให้เช่าช่วงแก่บุคคลอื่นได้ หรือไม่ รวมถึงตกลงเงื่อนไขการให้เช่าช่วงไว้อีกได้ด้วย อย่างไรก็ดีในกรณีที่เป็นการเช่าช่วง คู่สัญญาอาจใช้สัญญาเช่าช่วง ในการทำสัญญาได้ ซึ่งจะมีข้อความและเงื่อนไขในสัญญาที่เฉพาะเจาะจงกว่า

ในการทำสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามสัญญา จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังนี้ในการเช่าสิ่งปลูกสร้าง หากมีสัญญาที่ลงนามโดยผู้ให้เช่าและผู้เช่าแล้ว คู่สัญญาย่อมมั่นใจใจว่า สิทธิ ภาระ และหน้าที่ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถนำไปฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการเช่าสิ่งปลูกสร้างอันในอนาคต ดังนี้ การทำสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างนี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะควรลงนามในสัญญา ซึ่งคู่สัญญาจัดทำอาจทำสัญญาเป็นสองฉบับหรือมากกว่า เพื่อให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายยึดถือไว้อ้างอิงได้ และใช้เพื่อเป็นหลักฐานแห่งการเช่าด้วย

ทั้งนี้ ในการการทำสัญญา นอกจากจะให้คู่สัญญาลงนามในสัญญาให้ครบถ้วน ซึ่งในกรณีคู่สัญญาเป็นนิติบุคคลผู้ที่ลงนามจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจลงนาม และการลงนามต้องลงนามตามเงื่อนไขที่จดทะเบียนนิติบุคคลเอาไว้จึงจะผูกพันนิติบุคคลนั้นๆ โดยสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขการลงนามของนิติบุคคลได้จากหนังสือรับรองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ออกให้ เช่น กรรมการบริษัทสองคนลงนามร่วมกันและประทับตรา คู่สัญญาแต่ละฝ่ายควรจะขอเอกสารแสดงตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่งที่เจ้าของเอกสารลงนามรับรองสำเนาถูกต้องมาเก็บไว้ประกอบสัญญาฉบับที่ตนเองถือไว้ด้วย เพื่อสามารถอ้างอิงลายมือชื่อที่ลงไว้ในสัญญาว่าเป็นของบุคคลนั้นจริง เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาหนังสือเดินทางที่รับรองสำเนาถูกต้องของคู่สัญญาผู้นั้น สำหรับคู่สัญญาที่เป็นบุคคลธรรมดา และสำเนาหนังสือรับรองบริษัทและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลที่ลงชื่อในสัญญานี้ บุคคล เช่น กรรมการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้รับมอบอำนาจ ในกรณีที่คู่สัญญานั้นเป็นนิติบุคคลโดยเอกสารที่เป็นสำเนาและเป็นเอกสารของบุคคล ต้องให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของเอกสารนั้นลงนามรับรองสำเนาด้วย ในกรณีที่เจ้าของเอกสารนั้นเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือรับรองบริษัท หรือสำเนาเอกสารอื่นใดที่เป็นของนิติบุคคล ผู้ลงนามและเงื่อนไขการลงนามรับรองสำเนาถูกต้องจะต้องเป็นไปตามผู้ลงนามและเงื่อนไขการลงนามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ผู้ลงนามและเงื่อนไขเหมือนกับการลงนามในสัญญา

ภาษีอากร

  • โดยทั่วไป เจ้าของสิ่งปลูกสร้างที่นำสิ่งปลูกสร้างนั้นออกใช้ประโยชน์ เช่น นำมาประกอบกิจการ หรือนำออกให้เช่า มีหน้าที่ต้องชำระภาษีโรงเรือน ซึ่งเป็นภาษีท้องถิ่น อย่างไรก็ดี คู่สัญญาอาจตกลงกันให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ หรือร่วมกันรับผิดชอบตามสัดส่วนที่ตกลงกันก็ได้
  • อนึ่งสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และคู่ฉบับ กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระอากรแสตมป์ ตามอัตราและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ฉนั้น หากได้มีการจัดทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ผู้ให้เช่า หรือผู้เช่า ในกรณีที่มีการตกลงผลักภาระหน้าที่การชำระอากรแสตมป์ให้ผู้เช่า จักต้องติดอากรแสตมป์ หรือนำไปชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน (ตีตรา) ให้ถูกต้องครบถ้วนตามจำนวนและภายในเวลาที่กรมสรรพากรกำหนด มิฉะนั้น หากมีการฟ้องร้องอันเกี่ยวกับสัญญานี้ ศาลจะไม่รับฟังสัญญาที่ไม่ได้ชำระอากรโดยสมบูรณ์เป็นพยานหลักฐาน อีกทั้ง ยังมีค่าปรับการไม่ชำระอากรแสตมป์ และอาจมีโทษทางอาญาอีกด้วย

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ตามที่ได้กล่าวข้างต้นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายเกี่ยวกับการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและลงนายมือชื่อผู้เช่าและผู้ให้เช่า โดยหากมีระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียน เกินกว่า 3 ปี คู่สัญญา จะต้องนำนำสัญญาเช่าไปจดทะเบียนกับกรมที่ดินและทำสัญญาตามแบบที่กฎหมายกำหนด กับสำนักงานที่ดินเขตที่รับผิดชอบที่สิ่งปลูกสร้างที่เช่าตั้งอยู่

นอกจากนี้ หากผู้ให้เช่า เป็นผู้ประกอบธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และผู้เช่าเป็นบุคคลธรรมดา ย่อมทำให้สัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยนี้ อยู่ภายใต้บังคับ ประกาศดังกล่าวด้วย ซึ่งกำหนดข้อจำกัด และ/หรือหน้าที่ของผู้ให้เช่าที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น แบบและข้อความในสัญญาที่บังคับ การจำกัดจำนวนเงินการเรียกวางเงินประกันการเช่า การส่งใบแจ้งหนี้ จำนวนคู่ฉบับของสัญญา การเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้า การเข้าตรวจสอบอาคารที่เช่า เป็นต้น เงื่อนไขเหล่านี้จะต้องเป็นไปตาม หรือไม่ต่ำกว่าที่ประกาศได้กำหนดไว้

 

แก้ไขแบบฟอร์มได้อย่างไร

คุณกรอกแบบสอบถามสำหรับป้อนข้อมูลแล้วจะเห็นได้ว่าระบบของเราจะค่อย ๆ สร้างเอกสารขึ้นเองโดยอัตโนมัติตามคำตอบที่คุณกรอกเข้าไป

ในตอนสุดท้าย คุณจะได้รับเอกสารในรูปแบบ Word และ PDF คุณสามารถแก้ไขและนำเอกสารไปใช้อีกได้

กรอกแบบฟอร์ม

ต้องทำยังไงบ้าง

1. เลือกแบบฟอร์มนี้

เริ่มต้นโดยการคลิกที่ "กรอกแบบฟอร์ม"

1 / เลือกแบบฟอร์มนี้

2. กรอกเอกสาร

ตอบคำถามบางข้อแล้วเอกสารของคุณก็จะถูกสร้างขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

2 / กรอกเอกสาร

3. บันทึก - พิมพ์

เอกสารของคุณพร้อมแล้ว คุณจะได้รับเอกสารดังกล่าวในรูปแบบ Word และ PDF ซึ่งคุณสามารถทำการแก้ไขได้

3 / บันทึก - พิมพ์